กลับไปหน้ารวมบทความ

บทความงานพิมพ์จากโรงพิมพ์ลักษมีรุ่ง

พิมพ์ฉลากตามมาตรฐาน สคบ. อย. ให้ถูกต้องก่อนถูกปรับสูงสุด 2 แสนบาท

การพิมพ์ฉลากสินค้าในประเทศไทยต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งกำหนดให้สินค้าที่ผลิตเพื่อขายหรือนำเข้ามาขายเกือบทุกประเภทต้องมีฉลากที่ถูกต้อง หากฝ่าฝืน ผู้ค้าปลีกทั่วไปมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท แต่หากเป็น "ผู้ผลิตเพื่อขาย" หรือ "ผู้นำเข้ามาเพื่อขาย" โทษจะเพิ่มเป็นสองเท่า คือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท นอกจากนี้สินค้าบางประเภทยังต้องผ่านมาตรฐานของ อย. และ สมอ. เพิ่มเติมด้วย

อ่านประมาณ 9 นาที
เขียนโดย ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ (Thaninpong Supapitakpong)
ฉลากสินค้าติดบนขวดพลาสติกในโรงพิมพ์
ตรวจปรู๊ฟฉลากก่อนพิมพ์จริง ทั้งข้อมูลบังคับตามกฎหมายและขนาดตัวอักษรคำเตือน ก่อนเข้าสายการผลิต

ฉลากสินค้าเพียงแผ่นเดียวที่ตัวอักษรเล็กเกินไปหรือลืมใส่ข้อมูลที่กฎหมายบังคับ อาจทำให้ธุรกิจที่คุณทุ่มเทมาทั้งชีวิตต้องสะดุดในพริบตา

ผมเห็นมาหลายเคสแล้วว่าการพิมพ์ฉลากที่ถูกต้องตามมาตรฐาน สคบ. ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม เพราะมันคือด่านแรกที่เจ้าของสินค้าทุกคนต้องผ่านให้ได้ก่อนจะไปคิดเรื่องการตลาดหรือดีไซน์สวยงามใด ๆ

ในฐานะที่คลุกคลีกับงานพิมพ์ฉลากผลิตภัณฑ์มาหลายสิบปีที่โรงพิมพ์ลักษมีรุ่ง ผมยืนยันได้ว่าลูกค้าจำนวนไม่น้อยยังเข้าใจผิดว่ากฎหมายฉลากครอบคลุมเฉพาะอาหารหรือเครื่องสำอาง ทั้งที่ความจริงแล้วครอบคลุมสินค้าแทบทุกหมวดหมู่ที่วางขายในตลาด

อ่านรายละเอียดบริการเพิ่มเติมได้ที่ หน้าบริการฉลากสินค้า

ขอบเขตกฎหมายฉลากที่กว้างกว่าที่คิด

มาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคกำหนดให้สินค้าที่ผลิตเพื่อขายโดยโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน และสินค้าที่สั่งหรือนำเข้ามาเพื่อขาย ถือเป็น "สินค้าที่ควบคุมฉลาก" โดยปริยาย และประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก พ.ศ. 2565 ได้จำแนกสินค้าออกเป็น 8 หมวดหมู่ ตั้งแต่ของใช้ในบ้าน ของใช้ส่วนบุคคล กระดาษและเครื่องเขียน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ยานยนต์ วัสดุการเกษตร วัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงของเล่นและโทรศัพท์มือถือ ผมเคยเจอลูกค้าที่ทำแบตเตอรี่รถยนต์มาสั่งพิมพ์ฉลากที่ร้าน แล้วประหลาดใจมากเมื่อรู้ว่าสินค้าของตัวเองก็อยู่ในข่ายควบคุมฉลากด้วย ไม่ใช่แค่อาหารหรือยาอย่างที่เข้าใจ นี่คือเหตุผลที่ผมมักบอกลูกค้าเสมอว่า ก่อนจะเริ่มออกแบบฉลากผลิตภัณฑ์ ให้เช็กก่อนว่าสินค้าตัวเองเข้าข่ายควบคุมหรือไม่ เพราะกฎหมายยังมีการปรับปรุงต่อเนื่อง เช่น ประกาศฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566 ที่ยกเลิกแบบเรียนออกจากกลุ่มสินค้าควบคุม และมีการขยายเวลาบังคับใช้บางส่วนออกไปถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวทัน

ข้อมูลขั้นต่ำที่มาตรา 31 บังคับให้ปรากฏบนฉลาก ได้แก่ ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน สถานที่ผลิตหรือนำเข้า ประเภทสินค้า ปริมาณ น้ำหนัก วิธีใช้ คำเตือน วันผลิต วันหมดอายุ และราคาที่ระบุหน่วยบาทชัดเจน ที่สำคัญคือหากสินค้าวางขายโดยไม่มีการแปลข้อมูลสำคัญเป็นภาษาไทย ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายทันทีและสามารถถูกร้องเรียนได้เลย ผมเจอเคสสินค้านำเข้าจากต่างประเทศหลายรายที่พลาดจุดนี้ เพราะคิดว่าแค่มีภาษาอังกฤษก็เพียงพอแล้ว

ขนาดตัวอักษรที่กฎหมายลงลึกถึงระดับมิลลิเมตร

หลายคนคิดว่าการพิมพ์สีสวยและจัดวางข้อความให้ครบก็เพียงพอแล้ว แต่ความจริงกฎหมายแทรกแซงถึงระดับการออกแบบตัวอักษรเลยทีเดียว ข้อความบังคับทั่วไปต้องมีขนาดไม่ต่ำกว่า 16 พอยท์ แต่สำหรับสินค้าเสี่ยงสูง กฎเกณฑ์เข้มงวดกว่านั้นมาก เช่น รถพยุงตัวเด็กต้องมีคำเตือนตัวอักษรไม่ต่ำกว่า 5 มิลลิเมตร ปืนอัดลมต้องใช้ตัวอักษรสีแดงไม่ต่ำกว่า 3 มิลลิเมตร ส่วนตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญต้องมีคำเตือนตัวอักษรหนาสีแดงขนาดไม่ต่ำกว่า 1 เซนติเมตรบนพื้นสีขาว นี่คือรายละเอียดที่โรงพิมพ์ฉลากสินค้าทั่วไปที่ไม่ได้ติดตามกฎหมายอย่างใกล้ชิดมักพลาด เพราะดูเผิน ๆ เหมือนเป็นแค่งานกราฟิก แต่จริง ๆ แล้วเป็นข้อบังคับทางกฎหมายที่ต้องวัดด้วยไม้บรรทัดจริง ๆ

บทลงโทษที่หนักกว่าที่คิด โดยเฉพาะต้นน้ำของห่วงโซ่

มาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคกำหนดว่า ผู้ขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่จุดที่น่าสนใจในเชิงกฎหมายคือ หากผู้กระทำผิดอยู่ในฐานะ "ผู้ผลิตเพื่อขาย" หรือ "ผู้สั่งหรือนำเข้ามาเพื่อขาย" โทษจะถูกยกระดับเป็นสองเท่าทันที คือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท เหตุผลเบื้องหลังคือผู้ผลิตและผู้นำเข้ามีศักยภาพควบคุมคุณภาพสูงสุด การละเมิดจึงส่งผลกระทบวงกว้างกว่าผู้ค้าปลีกรายย่อย ผมมักเตือนลูกค้าที่เป็นเจ้าของแบรนด์เสมอว่า ค่าปรับสูงสุด 2 แสนบาทนี้ยังไม่นับความเสียหายจากการถูกเรียกคืนสินค้า หรือถูกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระงับการขาย ซึ่งบางครั้งมูลค่าความเสียหายทางธุรกิจสูงกว่าค่าปรับหลายเท่าตัว

นอกจาก สคบ. แล้ว สินค้าบางประเภทยังต้องผ่านการกำกับของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ด้วย ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีจุดเน้นต่างกันชัดเจน ดังตารางเปรียบเทียบนี้

เปรียบเทียบขอบเขตการกำกับฉลากของ สคบ. อย. และ สมอ.
เกณฑ์เปรียบเทียบสคบ. (OCPB)อย. (FDA)สมอ. / มอก. (TISI)
จุดมุ่งหมายหลักความถูกต้องของเนื้อหา ไม่ให้เข้าใจผิดความปลอดภัยต่อสุขภาพและสารเคมีความปลอดภัยเชิงวิศวกรรม
ขอบเขตสินค้าสินค้าอุปโภคบริโภค 8 หมวดหมู่หลักอาหาร เครื่องดื่ม ยา เครื่องสำอางเครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง หมวกกันน็อก
สิ่งที่บังคับแสดงผู้ผลิต ขนาด น้ำหนัก วิธีใช้ ราคาเลขสารบบ 13 หลัก ตารางโภชนาการเครื่องหมาย มอก.
ตัวอย่างความผิดพลาดไม่ระบุราคาหรือราคาไม่ชัดเจน ขนาดตัวอักษรคำเตือนเล็กเกินมาตรฐาน ไม่มีคำแปลภาษาไทยอวดอ้างสรรพคุณเกินจริงจนเข้าข่ายโฆษณาเป็นยา ไม่ระบุสารกันเสียหรือสารก่อภูมิแพ้ปลอมแปลงเครื่องหมาย มอก. สินค้าไม่มีใบรับรองความทนทานของวัสดุ

จากตารางนี้ ผมอยากชี้ให้เห็นว่าข้อบังคับการพิมพ์ฉลากอาหารมักถูกจับตามากที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับสุขภาพโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติแล้ว สินค้าที่ไม่ใช่อาหารก็มีความเสี่ยงไม่แพ้กัน เพียงแค่คนละหน่วยงานกำกับดูแลเท่านั้นเอง ผู้ประกอบการจึงต้องเช็กให้ครบทั้งสามด้านก่อนเริ่มผลิตจริง ไม่ใช่แค่ยึดตามมาตรฐานฉลากของ สคบ. เพียงอย่างเดียว

วัสดุฐานฉลาก ทำไมเลือกผิดถึงเป็นความผิดทางกฎหมายโดยไม่ตั้งใจ

หลายคนอาจสงสัยว่าเรื่องวัสดุฉลากเกี่ยวอะไรกับกฎหมาย คำตอบคือเกี่ยวกันมากทีเดียวครับ เพราะข้อมูลบังคับตามกฎหมายต้องคงอยู่ตลอดอายุการใช้งานของสินค้า หากวัสดุที่เลือกไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมจริง ข้อมูลเหล่านั้นก็มีสิทธิ์เลือนหายหรือหลุดลอกไปก่อนสินค้าจะถึงมือผู้บริโภค

สติ๊กเกอร์กระดาษเป็นวัสดุที่ราคาประหยัดที่สุดและเหมาะกับสินค้าที่หมุนเวียนเร็ว เช่น สินค้าเกษตรหรือของใช้ทั่วไปที่ไม่โดนความชื้น แต่ถ้าสินค้าต้องแช่เย็นหรือมีโอกาสสัมผัสน้ำ กระดาษจะเปื่อยยุ่ยจนตัวอักษรคำเตือนอ่านไม่ออก กลายเป็นความผิดฐานฉลากไม่ถูกต้องทันที ในกรณีแบบนี้ผมมักแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ฟิล์มโพลีโพรพิลีนหรือ PP ซึ่งกันน้ำได้ 100% และทนทานต่อการฉีกขาด เหมาะกับขวดแชมพูหรือขวดแก้วที่มีพื้นผิวเรียบ ส่วนสินค้าที่ต้องอยู่กลางแจ้งอย่างสติ๊กเกอร์ติดยานยนต์หรือแกลลอนน้ำมัน ผมมองว่า PVC ตอบโจทย์ได้ดีกว่าเพราะยืดตัวโอบมุมโค้งได้ดีและทนแดดทนฝน ในขณะที่ PET ถือเป็นตัวเลือกที่ทนทานที่สุดในกลุ่มพลาสติกสังเคราะห์ เหมาะกับสินค้าที่ต้องผ่านความร้อนสูงหรือสารเคมี

สำหรับผมมองว่า PET ควรถูกจัดให้เป็น "ราชาแห่งความทนทาน" อย่างแท้จริง เพราะทนอุณหภูมิสูงและสารเคมีกัดกร่อนได้ดีกว่าวัสดุฐานฉลากชนิดอื่น เหมาะกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ภาชนะบรรจุน้ำมันเครื่อง หรือสารทำความสะอาดที่ต้องผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน ผมเจอลูกค้าหลายรายที่เลือกวัสดุถูกแต่พิมพ์สีไม่ทนต่อการเสียดสีในโกดัง สุดท้ายข้อมูลบังคับตามกฎหมายก็เลือนจนต้องเรียกคืนสินค้าทั้งล็อต นี่คือเหตุผลที่การเลือกวัสดุกับการเลือกเทคโนโลยีการพิมพ์สีต้องไปด้วยกันเสมอ ไม่ใช่แยกกันคิด

สำหรับที่โรงพิมพ์ลักษมีรุ่ง เรารับพิมพ์ฉลากทั้งสติ๊กเกอร์กระดาษ สติ๊กเกอร์ PP ด้วยระบบดิจิทัลออฟเซ็ท และสติ๊กเกอร์ PVC ด้วยระบบ HP Latex ส่วนงาน PET เราไม่ได้รับพิมพ์ครับ ถ้าสินค้าของท่านจำเป็นต้องใช้ PET จริง ๆ ผมแนะนำให้แจ้งมาก่อน จะได้ช่วยดูว่าลักษณะการใช้งานนั้นพอเปลี่ยนมาใช้ PP หรือ PVC ได้ไหม หรือควรส่งต่อให้โรงงานที่ทำ PET โดยเฉพาะ ความต่างของสามวัสดุนี้สรุปสั้น ๆ ได้แบบนี้

สิ่งที่เปลี่ยนไปมากในรอบสิบปีที่ผ่านมาคือเรื่องจำนวนการผลิตขั้นต่ำ สมัยก่อนการพิมพ์ฉลากด้วยระบบออฟเซ็ทต้องสั่งขั้นต่ำ 2,000-3,000 ชิ้น เพราะมีค่าเพลทและค่าแรงพิมพ์ที่ตายตัว แต่ปัจจุบันระบบดิจิตอลออฟเซ็ทและเทคโนโลยี HP Inkjet Latex ทำให้โรงพิมพ์ฉลากสินค้าอย่างเราสามารถผลิตได้ตั้งแต่จำนวนน้อยสำหรับทดสอบตลาด ไปจนถึงจำนวนมากสำหรับสายการผลิตจริง โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนคงที่แบบเดิม ลูกค้าที่แวะมาใช้บริการพิมพ์ฉลากลาดพร้าวกับผมหลายรายจึงเลือกเริ่มจากล็อตเล็กก่อน เพื่อดูปฏิกิริยาตลาดและความถูกต้องของฉลากผลิตภัณฑ์ ก่อนจะขยายไปสู่การผลิตจำนวนมากในภายหลัง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงทั้งด้านการเงินและด้านกฎหมายไปพร้อมกัน

ผมอยากย้ำอีกครั้งว่า การพิมพ์ฉลากที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องกราฟิกสวยงาม แต่เป็นงานที่ต้องผสานความรู้ทางกฎหมาย วัสดุศาสตร์ และเทคโนโลยีการพิมพ์เข้าด้วยกัน เจ้าของแบรนด์ที่เข้าใจภาพรวมนี้ตั้งแต่ต้น จะประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการแก้ไขงานได้มากกว่าที่คิด

  1. PP Sticker (พิมพ์ดิจิทัลออฟเซ็ท) — ฟิล์มพลาสติกเนื้อนุ่ม ยืดหยุ่น กันน้ำได้ดี เหมาะติดขวดสินค้า อาหาร เครื่องสำอาง ใช้งานทั่วไป สีคม เหมาะงานจำนวนไม่มากถึงกลาง แต่ทนความร้อนและสารเคมีสู้ PET ไม่ได้
  2. PVC Sticker (พิมพ์ HP Latex) — เนื้อหนาและยืดหยุ่นมากกว่า เหมาะกับงานที่ต้องโค้งงอหรือติดพื้นผิวไม่เรียบ เช่น งานภายนอก ป้าย สติ๊กเกอร์ติดรถ Latex ให้สีสดและทนแดดพอสมควร แต่ PVC ไม่ใช่ตัวเลือกเด่นสำหรับฉลากสินค้าที่ต้องการภาพลักษณ์พรีเมียมหรือรีไซเคิลง่าย
  3. PET Sticker (โรงพิมพ์ลักษมีรุ่งไม่ได้รับพิมพ์) — ฟิล์มแข็งและเหนียวกว่า PP และ PVC ขาดยาก ทนความร้อน ความชื้น น้ำมัน และสารเคมีได้ดีที่สุด จึงเหมาะกับฉลากเครื่องสำอาง สินค้าแช่เย็น ขวดน้ำมัน สารเคมี เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือสินค้าที่ต้องการความพรีเมียมและคงสภาพนาน

บทสรุป

ตลอดหลายสิบปีที่ผมทำงานอยู่กับโรงพิมพ์ลักษมีรุ่ง ผมเห็นภาพชัดเจนว่าการพิมพ์ฉลากไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามหรือการตลาด แต่เป็นจุดตัดสำคัญที่กฎหมาย การเลือกใช้วัสดุ และธุรกิจมาบรรจบกัน เจ้าของแบรนด์ที่มองข้ามรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างขนาดตัวอักษรหรือชนิดวัสดุ อาจต้องแลกด้วยค่าปรับสูงสุด 2 แสนบาท หรือหนักกว่านั้นคือความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์ที่กว่าจะสร้างคืนมาได้ก็ใช้เวลานาน ผมจึงอยากฝากไว้ว่า ก่อนเริ่มผลิตฉลากผลิตภัณฑ์ทุกครั้ง ให้ตรวจสอบทั้งข้อบังคับของ สคบ. อย. และ สมอ. ให้ครบถ้วน พร้อมเลือกวัสดุที่เหมาะกับสภาพการใช้งานจริง หากยังไม่แน่ใจ การพูดคุยกับโรงพิมพ์ที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น ทีมงานที่พิมพ์ฉลากลาดพร้าวของเรา จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเริ่มต้นได้อย่างมั่นใจและถูกต้องตั้งแต่วันแรก โดยไม่ต้องเสียเวลาหรือค่าใช้จ่ายในการแก้ไขซ้ำในภายหลัง

แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม

ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ ผู้เขียนบทความงานพิมพ์ของโรงพิมพ์ลักษมีรุ่ง

เกี่ยวกับผู้เขียน

ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ (Thaninpong Supapitakpong)

เจ้าของกิจการและผู้ดูแลด้านการตลาด บริษัท ลักษมีรุ่ง จำกัด

เจ้าของกิจการและผู้ดูแลด้านการตลาด บริษัท ลักษมีรุ่ง จำกัด ประสบการณ์ตรงด้านธุรกิจการพิมพ์และการตลาดมากกว่า 35 ปี ดูแลทั้งงานพิมพ์ออฟเซ็ทและดิจิทัล สติ๊กเกอร์ 3M และงานพิมพ์อิงค์เจ็ท ให้คำปรึกษาลูกค้า B2B ตั้งแต่การเตรียมไฟล์ การเลือกกระดาษ การวางแผนผลิต งานหลังพิมพ์ จนถึงการส่งมอบ ถ่ายทอดจากประสบการณ์หน้างานจริง ควบคู่กับการติดตามเทคโนโลยีการพิมพ์และการประยุกต์ใช้ AI ในงานพิมพ์และการตลาด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับพิมพ์ฉลากตามมาตรฐาน สคบ.

คำตอบสั้น ๆ ที่ช่วยเตรียมข้อมูลก่อนขอใบเสนอราคาหรือส่งไฟล์ให้โรงพิมพ์ตรวจ

พิมพ์ฉลากต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง?

ตามมาตรา 31 ฉลากต้องระบุชื่อหรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน สถานที่ผลิตหรือนำเข้า ประเภทสินค้า ปริมาณ น้ำหนัก วิธีใช้ คำเตือน วันผลิต วันหมดอายุ และราคาเป็นหน่วยบาทอย่างชัดเจน หากเป็นสินค้านำเข้า ต้องมีคำแปลภาษาไทยครบถ้วนด้วย ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียว

ฉลากผิดกฎหมายมีโทษอย่างไร?

ผู้ค้าปลีกทั่วไปที่ขายสินค้าควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือฉลากไม่ถูกต้อง มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนผู้ผลิตเพื่อขายหรือผู้นำเข้ามาเพื่อขายจะถูกยกโทษเป็นสองเท่า คือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท

ทำไมต้องพิมพ์ฉลากตามมาตรฐาน?

เพราะฉลากคือพันธสัญญาทางกฎหมายระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค การพิมพ์ฉลากที่ถูกต้องตามมาตรฐาน สคบ. ไม่เพียงป้องกันการถูกปรับ แต่ยังลดความเสี่ยงถูกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระงับการขาย และช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในระยะยาว ผมมองว่าฉลากที่ถูกต้องคือการลงทุนป้องกันความเสียหาย ไม่ใช่ต้นทุนที่ต้องประหยัด เพราะค่าเสียหายจากการเรียกคืนสินค้าหรือถูกร้องเรียนมักสูงกว่าค่าปรับตามกฎหมายเสียอีก

ควรเลือกวัสดุอะไรสำหรับฉลาก?

ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่สินค้าต้องเผชิญจริง หากเป็นสินค้าทั่วไปที่ไม่โดนความชื้น สติ๊กเกอร์กระดาษก็เพียงพอและประหยัดที่สุด แต่ถ้าต้องแช่เย็นหรือสัมผัสน้ำ ควรเลือกฟิล์ม PP ที่กันน้ำได้เต็มที่ ส่วนสินค้าที่ต้องอยู่กลางแจ้งอย่างสติ๊กเกอร์ยานยนต์ ควรเลือก PVC เพราะทนแดดทนฝนได้ดีกว่า และหากเป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่ต้องผ่านความร้อนสูงหรือสารเคมี PET คือคำตอบที่ทนทานที่สุด ถ้าเป็นฉลากจำนวนน้อยและใช้กระดาษได้ ก็เลือกเป็นกระดาษอาร์ตพิมพ์ด้วยระบบดิจิตอลออฟเซ็ทได้

สามารถปรึกษาใครเกี่ยวกับฉลากที่ถูกต้อง?

ผมแนะนำให้ปรึกษาโรงพิมพ์ฉลากสินค้าที่มีประสบการณ์ตรงและติดตามความเคลื่อนไหวของกฎหมายอย่างสม่ำเสมอ เพราะโรงพิมพ์ที่เข้าใจทั้งด้านกฎหมายและวัสดุจะช่วยตรวจสอบความถูกต้องได้ตั้งแต่ขั้นออกแบบ ก่อนที่จะเดินหน้าผลิตจริงและเกิดความผิดพลาดที่แก้ไขยาก

ติดต่อ LINE