กลับไปหน้ารวมบทความ

บทความงานพิมพ์จากโรงพิมพ์ลักษมีรุ่ง

ถุงกระดาษคราฟท์กับอาร์ตการ์ด เลือกกระดาษแบบไหนให้เหมาะกับแบรนด์

เลือกจากสองเรื่องคู่กันเสมอ คือน้ำหนักสินค้าและภาพลักษณ์ที่ต้องการ อาร์ตการ์ดให้สีสด โลโก้คม เคลือบผิวได้ จึงเหมาะกับงานพรีเมียมและงานที่มีภาพสินค้า ส่วนคราฟท์ให้โทนธรรมชาติและสื่อเรื่องความเรียบง่ายได้ดีกว่า แต่สีพิมพ์จะกลืนกับพื้นกระดาษ เมื่อได้ชนิดกระดาษแล้วค่อยเลือกค่าแกรมตามน้ำหนักของที่จะใส่ และเลือกเชือกหูหิ้วให้รับน้ำหนักได้ตามกัน

อ่านประมาณ 5 นาที
เขียนโดย ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์

คำถามที่ตามมาทันทีหลังตกลงเรื่องขนาดถุงได้แล้ว คือควรใช้กระดาษอะไร ซึ่งในทางปฏิบัติมีให้เลือกอยู่สองสายหลัก คืออาร์ตการ์ดกับกระดาษคราฟท์ และทั้งสองสายไม่ได้ต่างกันแค่สีของกระดาษ แต่ต่างกันที่ผลลัพธ์ของงานพิมพ์ ความแข็งแรง งานเคลือบที่ทำได้ และชนิดเชือกที่เข้ากัน

บทความนี้เทียบสองสายนี้ด้วยสเปกที่ใช้จริงในงานผลิต แล้วไล่ต่อไปถึงค่าแกรม งานเคลือบ และเชือกหูหิ้ว เพื่อให้ตัดสินใจได้ก่อนขอใบเสนอราคา แทนที่จะเลือกจากรูปตัวอย่างอย่างเดียว

อ่านรายละเอียดบริการเพิ่มเติมได้ที่ หน้าบริการถุงกระดาษ

ตัดสินใจจากสองเรื่องนี้ก่อน อย่าเริ่มจากชื่อกระดาษ

เรื่องแรกคือน้ำหนักและทรงของสินค้าที่จะใส่ ของหนักหรือของที่มีมุมแข็ง เช่น กล่องเครื่องสำอาง ขวดแก้ว หรือหนังสือ ต้องการกระดาษที่แข็งแรงพอจะไม่ให้ถุงย้วยตั้งแต่ยกครั้งแรก ส่วนของเบาอย่างเสื้อผ้าพับหรือของชำร่วยเลือกได้ยืดหยุ่นกว่ามาก

เรื่องที่สองคือภาพลักษณ์ที่แบรนด์ต้องการสื่อ ถุงคือสิ่งที่ลูกค้าถือออกจากร้านและถือต่อไปอีกหลายชั่วโมง ผิวกระดาษที่มือสัมผัสจึงเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์พอ ๆ กับโลโก้ที่พิมพ์อยู่บนนั้น

เมื่อได้คำตอบสองข้อนี้แล้ว การเลือกระหว่างอาร์ตการ์ดกับคราฟท์จะเหลือทางเลือกไม่กี่ทาง และค่าแกรมกับงานเคลือบจะตามมาเองโดยแทบไม่ต้องเดา

อาร์ตการ์ดกับคราฟท์ต่างกันตรงไหนบ้าง

อาร์ตการ์ดเป็นกระดาษผิวเรียบสีขาว จึงเป็นพื้นที่ดีที่สุดสำหรับงานพิมพ์ออฟเซ็ทที่มีหลายสี ภาพสินค้า หรือไล่เฉดสี เพราะสีที่ออกมาใกล้เคียงกับไฟล์ต้นฉบับมากที่สุด และยังเคลือบผิวต่อได้ทั้งแบบเงาและแบบด้าน

กระดาษคราฟท์มีสีของเยื่อกระดาษอยู่แล้ว ทั้งคราฟท์น้ำตาลและคราฟท์ขาว เวลาพิมพ์ทับลงไป สีจะกลืนกับพื้นและให้อารมณ์นุ่มกว่า ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับแบรนด์แนวธรรมชาติหรือแนวรักษ์โลก แต่เป็นข้อจำกัดถ้าโลโก้ใช้สีอ่อนหรือมีภาพถ่ายในงาน

ตารางด้านล่างเทียบทั้งสองแบบด้วยหัวข้อที่ใช้ตัดสินใจจริง โดยอ้างจากสเปกที่หน้าบริการถุงกระดาษระบุไว้

เทียบถุงกระดาษอาร์ตการ์ดกับถุงกระดาษคราฟท์ตามสเปกที่ผลิตได้จริง
หัวข้ออาร์ตการ์ดกระดาษคราฟท์
ค่าแกรมที่มีให้เลือก190 / 210 / 230 แกรมคราฟท์ขาวและคราฟท์น้ำตาล · ถุงไม่มีหูหิ้วใช้คราฟท์ SD 75 แกรม
สีงานพิมพ์สีสด ตรงไฟล์ พิมพ์ภาพถ่ายและไล่เฉดได้สีกลืนกับพื้นกระดาษ เหมาะกับสีเข้มหรือพิมพ์สีเดียว
งานเคลือบผิวเคลือบ OPP เงาหรือด้านได้โดยทั่วไปไม่เคลือบ เพราะเสียผิวสัมผัสที่เป็นจุดขาย
ผิวสัมผัสเรียบ ลื่น ให้ความรู้สึกเรียบร้อยหยาบเล็กน้อย ให้ความรู้สึกดิบและเป็นธรรมชาติ
เชือกหูหิ้วที่เข้ากันPP กลม · PP แบน · ริบบิ้น Grosgrain · หูหิ้วซ่อนปลายเชือกกระดาษเกลียวและเชือกกระดาษแบน ทั้งสีคราฟท์และสีขาว
เหมาะกับร้านค้าปลีก เครื่องสำอาง ของขวัญพรีเมียม งานอีเวนต์องค์กรคาเฟ่ เบเกอรี่ ร้านอาหาร แบรนด์แนวธรรมชาติและงานคราฟท์
จำนวนรุ่นมาตรฐานอยู่ในกลุ่ม A และ B รวมกันเป็นส่วนใหญ่ของแคตตาล็อกกลุ่ม C มี 32 รุ่น ครอบกว้าง 12–53.3 ซม.

จุดที่คนตัดสินใจผิดบ่อยที่สุดคือเลือกคราฟท์เพราะอยากได้ภาพลักษณ์รักษ์โลก แต่โลโก้ของแบรนด์เป็นสีอ่อนหรือมีไล่เฉด ผลที่ได้คือโลโก้จมหายไปกับพื้นน้ำตาล ถ้าติดเงื่อนไขนี้ ทางออกที่ใช้ได้คือเปลี่ยนไปใช้คราฟท์ขาวซึ่งพื้นสว่างกว่า หรือปรับโลโก้เป็นเวอร์ชันสีเดียวสำหรับงานถุงโดยเฉพาะ

ค่าแกรมเลือกอย่างไร 190 210 หรือ 230

ค่าแกรมคือน้ำหนักของกระดาษต่อพื้นที่หนึ่งตารางเมตร ไม่ใช่ความหนาโดยตรง แต่ในกระดาษชนิดเดียวกัน ค่าแกรมที่สูงกว่าหมายถึงแข็งแรงกว่าและทรงถุงอยู่ตัวกว่า

อาร์ตการ์ด 190 แกรมเพียงพอสำหรับของเบาถึงปานกลาง เช่น เสื้อผ้า ของชำร่วย หรือเอกสาร และเป็นค่าแกรมที่ใช้กันมากที่สุดในงานถุงร้านค้าปลีกทั่วไป

อาร์ตการ์ด 210 แกรมเป็นทางสายกลางสำหรับถุงใบกลางถึงใหญ่ที่ต้องใส่ของหลายชิ้น ส่วน 230 แกรมเหมาะกับถุงใบใหญ่ ของหนัก หรือถุงที่ลูกค้าจะเก็บไว้ใช้ซ้ำ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่หลายแบรนด์ตั้งใจ เพราะถุงที่ถูกใช้ซ้ำคือสื่อโฆษณาที่เดินอยู่บนถนน

ฝั่งคราฟท์มีกรณีที่ต่างออกไปหนึ่งกรณี คือถุงที่ไม่มีหูหิ้ว เช่น ถุงใส่แฮมเบอร์เกอร์หรือถุงใส่ขนมหน้าร้าน กลุ่มนี้ใช้คราฟท์ SD 75 แกรม เพราะไม่มีหูถุงที่ต้องรับแรงดึง จุดที่ต้องแข็งแรงจึงเป็นก้นถุงมากกว่าตัวถุง

งานเคลือบ OPP เปลี่ยนอะไรบ้าง

งานเคลือบคือการรีดฟิล์มบาง ๆ ลงบนผิวกระดาษหลังพิมพ์ ที่ใช้กับงานถุงคือฟิล์ม OPP ซึ่งมีทั้งแบบเงาและแบบด้าน ทั้งสองแบบทำหน้าที่เดียวกันคือกันรอยขูดและกันความชื้น ต่างกันที่ผิวสัมผัสและการสะท้อนแสง

เคลือบเงาทำให้สีดูสดขึ้นและภาพดูมีมิติ เหมาะกับงานที่มีภาพสินค้าหรือสีจัด ส่วนเคลือบด้านให้ผิวนุ่มมือ ลดแสงสะท้อน และมักถูกเลือกในงานที่ต้องการภาพลักษณ์เรียบหรู

ข้อควรรู้ที่มีผลกับการตัดสินใจจริงคือ งานเคลือบมีประโยชน์ที่สุดกับถุงที่ต้องผ่านการขนส่ง ถูกวางซ้อนกัน หรือใช้ในที่มีความชื้น เช่น หน้าร้านที่เปิดโล่ง ถ้าถุงถูกใช้แล้วทิ้งภายในวันเดียวโดยไม่ผ่านการขนส่ง งานเคลือบก็เป็นทางเลือกที่ตัดออกได้

สำหรับถุงคราฟท์ โดยทั่วไปไม่นิยมเคลือบ เพราะฟิล์มจะปิดผิวกระดาษที่เป็นเหตุผลหลักของการเลือกคราฟท์ตั้งแต่แรก

เชือกหูหิ้วต้องเลือกให้เข้ากับกระดาษ

เชือกไม่ใช่ของแถมท้ายงาน แต่เป็นจุดที่ถุงพังบ่อยที่สุด เพราะน้ำหนักทั้งใบไปลงที่รูร้อยเชือกสองจุด การเลือกเชือกจึงต้องดูคู่กับค่าแกรมและน้ำหนักของที่จะใส่

ถุงอาร์ตการ์ดใช้ได้หลายแบบ ตั้งแต่เชือก PP ทรงกลม เชือก PP แบบแบน ริบบิ้น Grosgrain สำหรับงานที่ต้องการความพรีเมียม ไปจนถึงหูหิ้วซ่อนปลายที่เก็บปลายเชือกไว้ในตัวถุงให้ดูเรียบร้อย และถุงเจาะมือจับที่ไม่ใช้เชือกเลย

ถุงคราฟท์นิยมใช้เชือกกระดาษ ทั้งแบบเกลียวและแบบแบน มีทั้งสีคราฟท์และสีขาว เหตุผลไม่ใช่แค่ความสวย แต่เพราะวัสดุเป็นกระดาษทั้งใบ ทำให้เล่าเรื่องเรื่องบรรจุภัณฑ์กระดาษล้วนได้โดยไม่มีข้อโต้แย้ง

ถ้าของที่ใส่หนักกว่าที่คิด ทางที่ปลอดภัยคือขยับค่าแกรมขึ้นหนึ่งขั้นก่อน แล้วค่อยเลือกชนิดเชือก เพราะเชือกที่แข็งแรงบนกระดาษที่บางเกินไปจะทำให้กระดาษฉีกที่รูร้อยแทน

เลือกกระดาษได้แล้ว ต้องเตรียมอะไรก่อนขอราคา

สิ่งที่ช่วยให้ประเมินราคาได้เร็วที่สุดมีสี่อย่าง คือขนาดถุงหรือขนาดสินค้าที่จะใส่ ชนิดกระดาษกับค่าแกรมที่เล็งไว้ จำนวนที่ต้องการ และไฟล์โลโก้ ถ้ายังไม่มีครบก็ส่งเท่าที่มีมาก่อนได้ ทีมงานจะถามเพิ่มเฉพาะส่วนที่ขาด

เรื่องไฟล์งาน ยังไม่ต้องจัดวางลงแบบถุงเองตั้งแต่ต้น ส่งโลโก้และแนวทางที่ต้องการมาก่อนได้ ทีมงานจะจัดวางลงแบบถุงที่เลือกและตรวจว่าพิมพ์ออฟเซ็ทได้จริงก่อนขึ้นงาน

อีกเรื่องที่ควรตัดสินใจตั้งแต่ตอนขอราคาคือจะสั่งกี่ขนาด เพราะขั้นต่ำนับแยกที่ 100 ใบต่อแบบ ร้านที่มีสินค้าหลายขนาดมักสั่งสองถึงสามขนาดพร้อมกันโดยใช้ลายพิมพ์ชุดเดียวกัน วิธีนี้ทำให้ภาพลักษณ์เป็นชุดเดียวและไม่ต้องออกแบบใหม่ทุกขนาด

แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับถุงกระดาษคราฟท์ พิมพ์โลโก้

คำตอบสั้น ๆ ที่ช่วยเตรียมข้อมูลก่อนขอใบเสนอราคาหรือส่งไฟล์ให้โรงพิมพ์ตรวจ

ถุงกระดาษคราฟท์พิมพ์โลโก้สีได้ไหม?

พิมพ์ได้ แต่พื้นกระดาษคราฟท์มีสีของตัวเองอยู่แล้ว สีที่พิมพ์ลงไปจึงกลืนกับพื้นและให้อารมณ์นุ่มกว่ากระดาษขาว เหมาะกับงานที่ใช้สีเข้มหรือพิมพ์สีเดียวเพื่อให้โลโก้อ่านชัด ถ้าโลโก้เป็นสีอ่อนหรือมีไล่เฉด ทางเลือกที่ได้ผลกว่าคือเปลี่ยนไปใช้คราฟท์ขาวซึ่งพื้นสว่างกว่า หรือทำโลโก้เวอร์ชันสีเดียวสำหรับงานถุงโดยเฉพาะ

ถุงกระดาษควรใช้กี่แกรม?

อาร์ตการ์ดมีให้เลือก 190, 210 และ 230 แกรม ของเบาถึงปานกลางอย่างเสื้อผ้าหรือของชำร่วยใช้ 190 แกรมได้ ถุงใบกลางถึงใหญ่ที่ใส่ของหลายชิ้นใช้ 210 แกรม ส่วนถุงใบใหญ่ ของหนัก หรือถุงที่ตั้งใจให้ลูกค้าเก็บไว้ใช้ซ้ำควรใช้ 230 แกรม ส่วนถุงที่ไม่มีหูหิ้ว เช่น ถุงใส่แฮมเบอร์เกอร์ ใช้คราฟท์ SD 75 แกรม เพราะไม่มีหูถุงที่ต้องรับแรงดึง

ถุงกระดาษใส่ขนมควรใช้กระดาษหนาเท่าไหร่?

ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและขนาดกล่องขนม ถ้าเป็นขนมเบาชิ้นเดียวใช้ค่าแกรมระดับกลางได้ แต่ถ้ามีหลายชิ้นหรือกล่องหนักควรขยับค่าแกรมขึ้นและตรวจขนาดก้นถุงให้รับน้ำหนักจริง ส่วนถุงหน้าร้านที่ยื่นให้ลูกค้าแล้วใช้ครั้งเดียวโดยไม่ผ่านการขนส่ง ไม่จำเป็นต้องเคลือบผิว

จำเป็นต้องเคลือบผิวถุงไหม?

ไม่จำเป็นทุกงาน งานเคลือบ OPP ทั้งแบบเงาและด้านมีไว้กันรอยขูดและกันความชื้น จึงคุ้มที่สุดกับถุงที่ต้องผ่านการขนส่ง ถูกวางซ้อนกัน หรือใช้หน้าร้านที่เปิดโล่ง ถ้าถุงถูกใช้แล้วทิ้งภายในวันเดียว ตัดงานเคลือบออกได้ และสำหรับถุงคราฟท์โดยทั่วไปก็ไม่เคลือบอยู่แล้ว เพราะฟิล์มจะปิดผิวกระดาษที่เป็นเหตุผลของการเลือกคราฟท์ตั้งแต่แรก

ต้องมีตัวอย่างถุงก่อนขอราคาไหม?

ไม่จำเป็น แต่ถ้ามีตัวอย่างหรือภาพอ้างอิงจะช่วยให้ประเมินขนาด โครงสร้าง หูหิ้ว และวัสดุได้เร็วขึ้น ถ้ายังไม่มีอะไรเลย ส่งขนาดสินค้าที่จะใส่กับน้ำหนักโดยประมาณมาก่อนก็พอ ทีมงานจะเทียบรุ่นมาตรฐานที่ใกล้เคียงที่สุดพร้อมแนะนำชนิดกระดาษและค่าแกรมให้

ติดต่อ LINE