คำถามที่ตามมาทันทีหลังตกลงเรื่องขนาดถุงได้แล้ว คือควรใช้กระดาษอะไร ซึ่งในทางปฏิบัติมีให้เลือกอยู่สองสายหลัก คืออาร์ตการ์ดกับกระดาษคราฟท์ และทั้งสองสายไม่ได้ต่างกันแค่สีของกระดาษ แต่ต่างกันที่ผลลัพธ์ของงานพิมพ์ ความแข็งแรง งานเคลือบที่ทำได้ และชนิดเชือกที่เข้ากัน
บทความนี้เทียบสองสายนี้ด้วยสเปกที่ใช้จริงในงานผลิต แล้วไล่ต่อไปถึงค่าแกรม งานเคลือบ และเชือกหูหิ้ว เพื่อให้ตัดสินใจได้ก่อนขอใบเสนอราคา แทนที่จะเลือกจากรูปตัวอย่างอย่างเดียว
อ่านรายละเอียดบริการเพิ่มเติมได้ที่ หน้าบริการถุงกระดาษ
ตัดสินใจจากสองเรื่องนี้ก่อน อย่าเริ่มจากชื่อกระดาษ
เรื่องแรกคือน้ำหนักและทรงของสินค้าที่จะใส่ ของหนักหรือของที่มีมุมแข็ง เช่น กล่องเครื่องสำอาง ขวดแก้ว หรือหนังสือ ต้องการกระดาษที่แข็งแรงพอจะไม่ให้ถุงย้วยตั้งแต่ยกครั้งแรก ส่วนของเบาอย่างเสื้อผ้าพับหรือของชำร่วยเลือกได้ยืดหยุ่นกว่ามาก
เรื่องที่สองคือภาพลักษณ์ที่แบรนด์ต้องการสื่อ ถุงคือสิ่งที่ลูกค้าถือออกจากร้านและถือต่อไปอีกหลายชั่วโมง ผิวกระดาษที่มือสัมผัสจึงเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์พอ ๆ กับโลโก้ที่พิมพ์อยู่บนนั้น
เมื่อได้คำตอบสองข้อนี้แล้ว การเลือกระหว่างอาร์ตการ์ดกับคราฟท์จะเหลือทางเลือกไม่กี่ทาง และค่าแกรมกับงานเคลือบจะตามมาเองโดยแทบไม่ต้องเดา
อาร์ตการ์ดกับคราฟท์ต่างกันตรงไหนบ้าง
อาร์ตการ์ดเป็นกระดาษผิวเรียบสีขาว จึงเป็นพื้นที่ดีที่สุดสำหรับงานพิมพ์ออฟเซ็ทที่มีหลายสี ภาพสินค้า หรือไล่เฉดสี เพราะสีที่ออกมาใกล้เคียงกับไฟล์ต้นฉบับมากที่สุด และยังเคลือบผิวต่อได้ทั้งแบบเงาและแบบด้าน
กระดาษคราฟท์มีสีของเยื่อกระดาษอยู่แล้ว ทั้งคราฟท์น้ำตาลและคราฟท์ขาว เวลาพิมพ์ทับลงไป สีจะกลืนกับพื้นและให้อารมณ์นุ่มกว่า ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับแบรนด์แนวธรรมชาติหรือแนวรักษ์โลก แต่เป็นข้อจำกัดถ้าโลโก้ใช้สีอ่อนหรือมีภาพถ่ายในงาน
ตารางด้านล่างเทียบทั้งสองแบบด้วยหัวข้อที่ใช้ตัดสินใจจริง โดยอ้างจากสเปกที่หน้าบริการถุงกระดาษระบุไว้
| หัวข้อ | อาร์ตการ์ด | กระดาษคราฟท์ |
|---|---|---|
| ค่าแกรมที่มีให้เลือก | 190 / 210 / 230 แกรม | คราฟท์ขาวและคราฟท์น้ำตาล · ถุงไม่มีหูหิ้วใช้คราฟท์ SD 75 แกรม |
| สีงานพิมพ์ | สีสด ตรงไฟล์ พิมพ์ภาพถ่ายและไล่เฉดได้ | สีกลืนกับพื้นกระดาษ เหมาะกับสีเข้มหรือพิมพ์สีเดียว |
| งานเคลือบผิว | เคลือบ OPP เงาหรือด้านได้ | โดยทั่วไปไม่เคลือบ เพราะเสียผิวสัมผัสที่เป็นจุดขาย |
| ผิวสัมผัส | เรียบ ลื่น ให้ความรู้สึกเรียบร้อย | หยาบเล็กน้อย ให้ความรู้สึกดิบและเป็นธรรมชาติ |
| เชือกหูหิ้วที่เข้ากัน | PP กลม · PP แบน · ริบบิ้น Grosgrain · หูหิ้วซ่อนปลาย | เชือกกระดาษเกลียวและเชือกกระดาษแบน ทั้งสีคราฟท์และสีขาว |
| เหมาะกับ | ร้านค้าปลีก เครื่องสำอาง ของขวัญพรีเมียม งานอีเวนต์องค์กร | คาเฟ่ เบเกอรี่ ร้านอาหาร แบรนด์แนวธรรมชาติและงานคราฟท์ |
| จำนวนรุ่นมาตรฐาน | อยู่ในกลุ่ม A และ B รวมกันเป็นส่วนใหญ่ของแคตตาล็อก | กลุ่ม C มี 32 รุ่น ครอบกว้าง 12–53.3 ซม. |
จุดที่คนตัดสินใจผิดบ่อยที่สุดคือเลือกคราฟท์เพราะอยากได้ภาพลักษณ์รักษ์โลก แต่โลโก้ของแบรนด์เป็นสีอ่อนหรือมีไล่เฉด ผลที่ได้คือโลโก้จมหายไปกับพื้นน้ำตาล ถ้าติดเงื่อนไขนี้ ทางออกที่ใช้ได้คือเปลี่ยนไปใช้คราฟท์ขาวซึ่งพื้นสว่างกว่า หรือปรับโลโก้เป็นเวอร์ชันสีเดียวสำหรับงานถุงโดยเฉพาะ
ค่าแกรมเลือกอย่างไร 190 210 หรือ 230
ค่าแกรมคือน้ำหนักของกระดาษต่อพื้นที่หนึ่งตารางเมตร ไม่ใช่ความหนาโดยตรง แต่ในกระดาษชนิดเดียวกัน ค่าแกรมที่สูงกว่าหมายถึงแข็งแรงกว่าและทรงถุงอยู่ตัวกว่า
อาร์ตการ์ด 190 แกรมเพียงพอสำหรับของเบาถึงปานกลาง เช่น เสื้อผ้า ของชำร่วย หรือเอกสาร และเป็นค่าแกรมที่ใช้กันมากที่สุดในงานถุงร้านค้าปลีกทั่วไป
อาร์ตการ์ด 210 แกรมเป็นทางสายกลางสำหรับถุงใบกลางถึงใหญ่ที่ต้องใส่ของหลายชิ้น ส่วน 230 แกรมเหมาะกับถุงใบใหญ่ ของหนัก หรือถุงที่ลูกค้าจะเก็บไว้ใช้ซ้ำ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่หลายแบรนด์ตั้งใจ เพราะถุงที่ถูกใช้ซ้ำคือสื่อโฆษณาที่เดินอยู่บนถนน
ฝั่งคราฟท์มีกรณีที่ต่างออกไปหนึ่งกรณี คือถุงที่ไม่มีหูหิ้ว เช่น ถุงใส่แฮมเบอร์เกอร์หรือถุงใส่ขนมหน้าร้าน กลุ่มนี้ใช้คราฟท์ SD 75 แกรม เพราะไม่มีหูถุงที่ต้องรับแรงดึง จุดที่ต้องแข็งแรงจึงเป็นก้นถุงมากกว่าตัวถุง
งานเคลือบ OPP เปลี่ยนอะไรบ้าง
งานเคลือบคือการรีดฟิล์มบาง ๆ ลงบนผิวกระดาษหลังพิมพ์ ที่ใช้กับงานถุงคือฟิล์ม OPP ซึ่งมีทั้งแบบเงาและแบบด้าน ทั้งสองแบบทำหน้าที่เดียวกันคือกันรอยขูดและกันความชื้น ต่างกันที่ผิวสัมผัสและการสะท้อนแสง
เคลือบเงาทำให้สีดูสดขึ้นและภาพดูมีมิติ เหมาะกับงานที่มีภาพสินค้าหรือสีจัด ส่วนเคลือบด้านให้ผิวนุ่มมือ ลดแสงสะท้อน และมักถูกเลือกในงานที่ต้องการภาพลักษณ์เรียบหรู
ข้อควรรู้ที่มีผลกับการตัดสินใจจริงคือ งานเคลือบมีประโยชน์ที่สุดกับถุงที่ต้องผ่านการขนส่ง ถูกวางซ้อนกัน หรือใช้ในที่มีความชื้น เช่น หน้าร้านที่เปิดโล่ง ถ้าถุงถูกใช้แล้วทิ้งภายในวันเดียวโดยไม่ผ่านการขนส่ง งานเคลือบก็เป็นทางเลือกที่ตัดออกได้
สำหรับถุงคราฟท์ โดยทั่วไปไม่นิยมเคลือบ เพราะฟิล์มจะปิดผิวกระดาษที่เป็นเหตุผลหลักของการเลือกคราฟท์ตั้งแต่แรก
เชือกหูหิ้วต้องเลือกให้เข้ากับกระดาษ
เชือกไม่ใช่ของแถมท้ายงาน แต่เป็นจุดที่ถุงพังบ่อยที่สุด เพราะน้ำหนักทั้งใบไปลงที่รูร้อยเชือกสองจุด การเลือกเชือกจึงต้องดูคู่กับค่าแกรมและน้ำหนักของที่จะใส่
ถุงอาร์ตการ์ดใช้ได้หลายแบบ ตั้งแต่เชือก PP ทรงกลม เชือก PP แบบแบน ริบบิ้น Grosgrain สำหรับงานที่ต้องการความพรีเมียม ไปจนถึงหูหิ้วซ่อนปลายที่เก็บปลายเชือกไว้ในตัวถุงให้ดูเรียบร้อย และถุงเจาะมือจับที่ไม่ใช้เชือกเลย
ถุงคราฟท์นิยมใช้เชือกกระดาษ ทั้งแบบเกลียวและแบบแบน มีทั้งสีคราฟท์และสีขาว เหตุผลไม่ใช่แค่ความสวย แต่เพราะวัสดุเป็นกระดาษทั้งใบ ทำให้เล่าเรื่องเรื่องบรรจุภัณฑ์กระดาษล้วนได้โดยไม่มีข้อโต้แย้ง
ถ้าของที่ใส่หนักกว่าที่คิด ทางที่ปลอดภัยคือขยับค่าแกรมขึ้นหนึ่งขั้นก่อน แล้วค่อยเลือกชนิดเชือก เพราะเชือกที่แข็งแรงบนกระดาษที่บางเกินไปจะทำให้กระดาษฉีกที่รูร้อยแทน
เลือกกระดาษได้แล้ว ต้องเตรียมอะไรก่อนขอราคา
สิ่งที่ช่วยให้ประเมินราคาได้เร็วที่สุดมีสี่อย่าง คือขนาดถุงหรือขนาดสินค้าที่จะใส่ ชนิดกระดาษกับค่าแกรมที่เล็งไว้ จำนวนที่ต้องการ และไฟล์โลโก้ ถ้ายังไม่มีครบก็ส่งเท่าที่มีมาก่อนได้ ทีมงานจะถามเพิ่มเฉพาะส่วนที่ขาด
เรื่องไฟล์งาน ยังไม่ต้องจัดวางลงแบบถุงเองตั้งแต่ต้น ส่งโลโก้และแนวทางที่ต้องการมาก่อนได้ ทีมงานจะจัดวางลงแบบถุงที่เลือกและตรวจว่าพิมพ์ออฟเซ็ทได้จริงก่อนขึ้นงาน
อีกเรื่องที่ควรตัดสินใจตั้งแต่ตอนขอราคาคือจะสั่งกี่ขนาด เพราะขั้นต่ำนับแยกที่ 100 ใบต่อแบบ ร้านที่มีสินค้าหลายขนาดมักสั่งสองถึงสามขนาดพร้อมกันโดยใช้ลายพิมพ์ชุดเดียวกัน วิธีนี้ทำให้ภาพลักษณ์เป็นชุดเดียวและไม่ต้องออกแบบใหม่ทุกขนาด