ก่อนคุยเรื่องกระดาษหรือเทคนิคพิเศษ ป้ายแขวนสินค้ามีสามเรื่องที่ควรตัดสินใจให้จบก่อน คือขนาดสำเร็จ รูปแบบงานตัด และตำแหน่งรูร้อยเชือก สองเรื่องแรกมีผลกับราคาต่อชิ้นโดยตรง ส่วนเรื่องสุดท้ายต้องระบุไว้ในไฟล์งานตั้งแต่ต้น บทความนี้ไล่ทีละเรื่องตามสเปกที่ใช้จริงในตารางราคาป้ายแขวนสินค้าของโรงพิมพ์ลักษมีรุ่ง แล้วต่อด้วยกระดาษ เชือก และการเตรียมไฟล์
อ่านรายละเอียดบริการเพิ่มเติมได้ที่ หน้าบริการป้ายแขวน
ป้าย Hang Tag ใช้ทำอะไร และมีแบบไหนบ้าง
ป้ายกระดาษ Hang Tag หรือป้ายแขวนสินค้า (บางครั้งเขียนติดกันว่า hangtag) คือป้ายที่เจาะรูแล้วร้อยเชือกไว้แขวนกับตัวสินค้า ในงานค้าปลีกและสินค้าแฟชั่น ป้ายชิ้นนี้ไม่ได้มีไว้บอกแค่ราคาหรือไซส์ แต่เป็นจุดสัมผัสแรกของแบรนด์ (Brand Touchpoint) ที่ลูกค้าเห็นและจับทันทีที่หยิบสินค้าขึ้นมา วัสดุและงานพิมพ์ของป้ายจึงมีผลกับภาพลักษณ์ของสินค้าและการตัดสินใจซื้อโดยตรง
แบบที่สั่งผลิตได้มีทั้งป้ายแท็กสินค้า ป้ายห้อยสินค้า ป้ายที่มีเส้นพับสำหรับดีไซน์พิเศษ และป้ายประกบ 2 ชั้น ใช้กับสินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า งาน DIY และงานคราฟท์ ตัวอย่างงานบนหน้าสินค้าแบ่งเป็นสองสไตล์ตามกระดาษ
- ป้ายการ์ดอาร์ต ผิวเรียบ สีคมชัด เหมาะกับเสื้อผ้า เครื่องสำอาง ของขวัญ และสินค้าที่ต้องการลุคพรีเมียม
- ป้ายคราฟท์น้ำตาล โทนธรรมชาติ เหมาะกับงานคราฟท์ แบรนด์มินิมอล สินค้าออร์แกนิก และบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก
ขนาดมาตรฐาน 4 x 10 และ 7 x 14 ซม. ในตารางราคา
ตารางราคาป้ายแขวนสินค้าครอบคลุม 2 ขนาดสำเร็จ คือ 4 x 10 ซม. และ 7 x 14 ซม. ทั้งสองขนาดใช้สเปกชุดเดียวกันทุกอย่าง ตั้งแต่กระดาษ ระบบพิมพ์ งานเคลือบ ไปจนถึงรูเจาะและเชือก ต่างกันแค่พื้นที่ของป้าย จึงเทียบได้ตรง ๆ ว่าพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นคุ้มกับราคาที่ต่างกันหรือไม่
การเลือกขนาดป้ายแท็กให้เริ่มจากข้อมูลที่ต้องพิมพ์ ถ้ามีแค่โลโก้ ชื่อสินค้า และราคา ป้ายขนาดเล็กก็พอ แต่ถ้าต้องใส่ไซส์ ส่วนประกอบ หรือวิธีดูแลสินค้าหลายบรรทัด ป้ายขนาดใหญ่จะอ่านง่ายกว่า ป้ายในตารางพิมพ์ได้ทั้งสองด้าน ข้อมูลรองจึงย้ายไปไว้ด้านหลังได้ และอย่าลืมหักพื้นที่รอบรูเจาะกับระยะจากขอบตัดออก เพราะเป็นส่วนที่ไม่ควรวางตัวอักษร
ถ้าสองขนาดนี้ไม่พอดีกับสินค้า รูปทรงอิสระอื่นก็สั่งทำได้ โดยระบุขนาดสำเร็จที่ต้องการมาตอนขอราคา ราคาของงานที่อยู่นอกตารางแจ้งตอนเสนอราคา ตารางด้านล่างเทียบสเปกทั้งสองแบบ
| แบบป้าย | กระดาษ | ระบบพิมพ์ | เคลือบ เจาะรู และเชือก | งานตัด |
|---|---|---|---|---|
| 4 x 10 ซม. และ 7 x 14 ซม. (มีราคาในตาราง) | การ์ดอาร์ต 2 หน้า 310 แกรม | Digital Offset 4 สี 2 ด้าน | เคลือบ OPP ด้าน · เจาะรู 4 มม. · ร้อยเชือกธรรมดา | ตัดสี่เหลี่ยม หรือไดคัทตามแบบ |
| ขนาดหรือรูปทรงอื่น (แจ้งราคาตอนเสนอราคา) | อาร์ตการ์ด 1 หน้า/2 หน้า · กล่องแป้งหลังเทา · คราฟท์น้ำตาล 210-400 แกรม | Digital Offset สำหรับงานจำนวนน้อย · ออฟเซ็ทสำหรับงานล็อตใหญ่ | เคลือบและเทคนิคตามที่เลือก · เจาะรูร้อยเชือก · เส้นพับ · ประกบ 2 ชั้น · เชือกแบบอื่นแจ้งตอนเสนอราคา | ไดคัทรูปทรงอิสระตามแบบที่ออกไว้ |
รูเจาะ 4 มม. ตำแหน่งรู และเชือกที่ร้อยมากับป้าย
รูเจาะ 4 มม. และตำแหน่งรูในไฟล์งาน
ป้ายในตารางราคาทั้งสองขนาดเจาะรูขนาด 4 มม. เป็นสเปกเดียวกัน ส่วนตำแหน่งของรูเป็นสิ่งที่ลูกค้ากำหนดเอง โดยระบุมาในไฟล์งานได้เลย
จุดที่ต้องระวังคือโลโก้หรือตัวอักษรที่วางชิดตำแหน่งรูเกินไป พอเจาะจริงแล้วรูอาจกินข้อความ วิธีกันที่ง่ายคือกำหนดตำแหน่งรูตั้งแต่ตอนจัดหน้า แล้วเว้นพื้นที่รอบรูให้ว่าง และเพราะป้ายในตารางพิมพ์ทั้งสองด้าน ต้องเช็กว่าพื้นที่ว่างรอบรูตรงกันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
วิธีระบุที่ชัดเจนคือทำเครื่องหมายตำแหน่งรูแยกไว้อีกชั้นในไฟล์ หรือบอกระยะจากขอบป้ายไว้ตอนส่งไฟล์ ถ้ายังไม่แน่ใจว่าควรเจาะตรงไหน ส่งไฟล์ที่มีอยู่มาให้ทีมงานช่วยตรวจได้
เชือกธรรมดาตามตารางราคา และเชือกแบบอื่น
ป้ายทั้งสองขนาดในตารางราคาร้อยเชือกธรรมดามาตามสเปก ราคาต่อชิ้นในตารางจึงเป็นราคาของป้ายที่เจาะรูและร้อยเชือกแบบนี้เรียบร้อยแล้ว
ถ้าต้องการเชือกแบบอื่นที่ไม่ใช่เชือกธรรมดา ให้แจ้งตอนเสนอราคา เพราะราคาในตารางคิดตามสเปกเชือกธรรมดาเท่านั้น ก่อนแจ้งให้นึกถึงวิธีแขวนจริง เช่น ห้อยกับเสื้อ คล้องคอขวด หรือผูกกับหูถุง เพราะมีผลทั้งกับตำแหน่งรูและเชือกที่เหมาะกับสินค้า
กระดาษ ความหนา และงานเคลือบที่เลือกได้
กระดาษในตารางราคาคือการ์ดอาร์ต 2 หน้า หนา 310 แกรม ซึ่งมีผิวเนียนทั้งสองด้าน จึงพิมพ์สีได้สวยทั้งหน้าและหลัง เข้ากับป้ายที่พิมพ์ 4 สีทั้งสองด้าน
นอกจากสเปกในตาราง ยังเลือกได้ทั้งการ์ดอาร์ต 1 หน้า กระดาษกล่องแป้งหลังเทาซึ่งเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า และกระดาษคราฟท์น้ำตาล ความหนาเลือกได้ตั้งแต่ 210-400 แกรม โดยความหนาที่นิยมใช้กับป้ายแท็กคือ 260, 300, 350 และ 400 แกรม ตัวเลขแกรมคือน้ำหนักกระดาษต่อพื้นที่หนึ่งตารางเมตร ไม่ใช่ความหนาโดยตรง แต่ในกระดาษชนิดเดียวกัน แกรมที่สูงกว่ามักหนาและอยู่ทรงกว่า ส่วนป้ายคราฟท์ไม่มีราคาในตาราง ราคาจึงแจ้งตอนเสนอราคา
งานเคลือบและเทคนิคเพิ่มมูลค่า
งานเคลือบผิวเลือกได้ทั้งเคลือบยูวีเงา เคลือบลามิเนตเงา เคลือบลามิเนตด้าน และเคลือบ OPP ด้านแบบที่ใช้ในตารางราคา ถ้าต้องการให้ป้ายดูพรีเมียมขึ้น มีเทคนิคเพิ่มมูลค่าให้เลือก ได้แก่ Spot UV เฉพาะจุด ปั๊มนูนเฉพาะจุด ปั๊มเคทอง ปั๊มเคเงิน และฟอยล์สีพิเศษ ซึ่งคิดราคาเพิ่มตามงาน
งานพิมพ์และงานเคลือบ OPP ทำในโรงพิมพ์เอง แท่นพิมพ์ 5 สี Heidelberg Speedmaster SM 74-5 พิมพ์ CMYK พร้อมสี Pantone เป็นสีที่ 5 ได้ในเที่ยวเดียว จึงคุมสีแบรนด์บนป้ายได้ตรง ส่วนปั๊มฟอยล์ Spot UV และปั๊มนูนส่งต่อโรงงานพันธมิตรเฉพาะทาง แล้วกลับมาตรวจคุณภาพที่โรงพิมพ์ก่อนส่งมอบ
ตัดสี่เหลี่ยมกับไดคัทตามแบบ และเหตุที่ราคาต่างกัน
ตารางราคาแยกงานตัดไว้ 2 แบบ ตัดสี่เหลี่ยมคือการตัดป้ายเป็นทรงสี่เหลี่ยมตามขนาดสำเร็จ ส่วนไดคัทตามแบบคือการปั๊มตัดป้ายด้วยบล็อกไดคัท ซึ่งเป็นแม่พิมพ์ใบมีดที่ทำตามรูปทรงที่ออกแบบไว้ จึงได้ป้ายรูปทรงอิสระ
ไดคัทมีราคาสูงกว่าเพราะมีค่าบล็อกไดคัท บล็อกนี้โรงพิมพ์ว่าจ้างโรงงานที่ทำบล็อกโดยเฉพาะให้ทำตามรูปทรงที่ลูกค้าต้องการ แล้วนำมาปั๊มตัดด้วยเครื่องปั๊มไดคัทในโรงพิมพ์ ราคาต่อชิ้นของทั้งสองขนาดตามสเปกในตารางราคาเป็นดังนี้
| จำนวน (ชิ้น) | ตัดสี่เหลี่ยม | ไดคัทตามแบบ |
|---|---|---|
| 100 | 9.50 | 34.50 |
| 200 | 7.00 | 19.50 |
| 300 | 6.17 | 14.50 |
| 400 | 5.75 | 12.00 |
| 500 | 5.50 | 10.50 |
| จำนวน (ชิ้น) | ตัดสี่เหลี่ยม | ไดคัทตามแบบ |
|---|---|---|
| 100 | 12.00 | 37.00 |
| 200 | 9.50 | 22.00 |
| 300 | 8.67 | 17.00 |
| 400 | 8.25 | 14.50 |
| 500 | 8.00 | 13.00 |
ตัวอย่างจากตาราง ป้าย 4 x 10 ซม. ที่ 100 ชิ้น ตัดสี่เหลี่ยมอยู่ที่ 9.50 บาทต่อชิ้น ส่วนไดคัทตามแบบอยู่ที่ 34.50 บาทต่อชิ้น เมื่อสั่ง 500 ชิ้น ราคาลดลงเหลือ 5.50 และ 10.50 บาทต่อชิ้นตามลำดับ ถ้าทรงสี่เหลี่ยมใช้กับสินค้าได้ ตัดสี่เหลี่ยมคือทางที่ประหยัดกว่า ส่วนไดคัทเหมาะกับแบรนด์ที่อยากให้ทรงของป้ายเป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์
เตรียมไฟล์และข้อมูลก่อนขอราคา
เมื่อเลือกขนาด งานตัด และกระดาษได้แล้ว ข้อมูลที่ควรแจ้งตอนขอราคามี 4 อย่าง
- ขนาดสำเร็จที่ต้องการ
- ทรงป้าย ตัดสี่เหลี่ยมหรือไดคัทตามแบบ
- จำนวนที่จะสั่ง
- ชนิดกระดาษและเทคนิคหลังพิมพ์ที่อยากได้ รวมถึงบอกว่าต้องเจาะรูร้อยเชือกหรือทำเส้นพับด้วยหรือไม่
ส่วนไฟล์งาน ให้เช็กสี่ข้อนี้ก่อนส่ง
- ส่งเป็นไฟล์ AI หรือ PDF
- ตั้งโหมดสีเป็น CMYK ซึ่งเป็นระบบสีของงานพิมพ์ ไฟล์ที่ทำเป็น RGB อาจได้สีบนป้ายไม่ตรงกับที่เห็นบนจอ
- เผื่อระยะตัดตกด้านละ 3 มม. โดยขยายพื้นหลังหรือภาพที่ชิดขอบให้เลยเส้นตัดออกไป เพื่อไม่ให้เห็นขอบขาวหลังตัด
- ระบุตำแหน่งเจาะรูร้อยเชือก และเว้นพื้นที่รอบรูไว้ทั้งสองด้าน
ถ้ายังไม่มีไฟล์พร้อมพิมพ์ ทีมงานช่วยตรวจไฟล์ที่มีอยู่และแนะนำสเปกที่เหมาะกับงบให้ได้ จากนั้นจะยืนยันแบบ ขนาด และสีกับลูกค้าก่อนเดินเครื่องทุกครั้ง งานล็อตใหญ่มีขั้นตอนปรู๊ฟตามปกติ ส่วนงานจำนวนน้อยถ้าต้องการปรู๊ฟให้แจ้งฝ่ายขายเพื่อตกลงเงื่อนไขก่อนเริ่มงาน
เมื่อสเปกพร้อมแล้ว ดูตารางราคาเต็มทั้งสองขนาดและส่งรายละเอียดขอใบเสนอราคาได้ที่หน้ารับพิมพ์ป้ายแท็กสินค้าตามขนาดและสเปกที่เลือก ทาง LINE หรือแบบฟอร์มขอราคาบนหน้าสินค้า
